แชมพู Sulfate Free คืออะไร? ต่างจากแชมพูทั่วไปอย่างไร

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายคนเริ่มให้ความสำคัญกับส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมมากขึ้น โดยเฉพาะคำว่าแชมพู sulfate free ที่มักพบอยู่บนฉลากแชมพูสำหรับผมแห้ง ผมทำสี หรือหนังศีรษะบอบบาง แล้ว Sulfate คืออะไร ทำไมบางคนจึงเลือกใช้แชมพูที่ไม่มีสารกลุ่มนี้ และแตกต่างจากแชมพูทั่วไปอย่างไร?

บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Sulfate ในแชมพู พร้อมข้อดี ข้อควรรู้ และวิธีเลือกแชมพูให้เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ

Sulfate คืออะไร?

Sulfate เป็นกลุ่มสารทำความสะอาดหรือสารลดแรงตึงผิวที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหลายประเภท รวมถึงแชมพู โดยมีหน้าที่ช่วยชะล้างน้ำมัน ความมันส่วนเกิน สิ่งสกปรก และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมออกจากเส้นผมและหนังศีรษะ

ตัวอย่าง Sulfate ที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • Sodium Lauryl Sulfate หรือ SLS
  • Sodium Laureth Sulfate หรือ SLES
  • Ammonium Lauryl Sulfate หรือ ALS

สารเหล่านี้มีคุณสมบัติทำความสะอาดได้ดีและมักทำให้เกิดฟองจำนวนมาก จึงเป็นส่วนผสมที่พบในแชมพูทั่วไปหลายสูตร

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคน โดยเฉพาะผู้ที่มีผมแห้ง ผมผ่านการทำสี หรือหนังศีรษะที่ระคายเคืองง่าย การทำความสะอาดที่มากเกินไปอาจทำให้รู้สึกว่าผมแห้งตึงหรือสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายขึ้น

แชมพู Sulfate Free คืออะไร?

แชมพู sulfate free คือแชมพูที่ไม่มีสารทำความสะอาดในกลุ่ม Sulfate บางชนิดที่นิยมใช้ในแชมพูทั่วไป เช่น SLS หรือ SLES โดยจะเลือกใช้สารทำความสะอาดชนิดอื่นแทน ซึ่งมักเน้นการทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนมากขึ้น

แชมพูประเภทนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่ต้องการดูแลเส้นผมเป็นพิเศษ เช่น

  • ผู้ที่มีผมแห้งหรือผมเสีย
  • ผู้ที่ทำสีผม
  • ผู้ที่มีหนังศีรษะแห้งหรือบอบบาง
  • ผู้ที่ต้องการลดการชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติของเส้นผม
  • ผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมสูตรอ่อนโยน

อย่างไรก็ตาม คำว่า Sulfate Free ไม่ได้หมายความว่าแชมพูจะไม่มีสารทำความสะอาดเลย แต่เป็นการใช้สารทำความสะอาดชนิดอื่นเพื่อทดแทน

แชมพู Sulfate Free ต่างจากแชมพูทั่วไปอย่างไร?

ความแตกต่างหลักอยู่ที่ชนิดของสารทำความสะอาดและสัมผัสหลังการสระ

1. ความสามารถในการทำความสะอาด

แชมพูทั่วไปที่มี Sulfate มักสามารถชะล้างความมันและสิ่งสกปรกได้ค่อนข้างดี จึงเหมาะกับผู้ที่มีหนังศีรษะมันมากหรือใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมเป็นประจำ

ส่วน แชมพู sulfate free มักให้การทำความสะอาดที่นุ่มนวลกว่า จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการให้เส้นผมหรือหนังศีรษะรู้สึกแห้งหลังสระ

2. ปริมาณฟอง

หลายคนอาจรู้สึกว่าแชมพู Sulfate Free มีฟองน้อยกว่าแชมพูทั่วไป เพราะ Sulfate เป็นหนึ่งในสารที่ช่วยสร้างฟองได้ดี

อย่างไรก็ตาม ปริมาณฟองไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้โดยตรงว่าแชมพูทำความสะอาดได้ดีหรือไม่ เพราะสารทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนหลายชนิดสามารถทำความสะอาดเส้นผมได้แม้มีฟองไม่มาก

3. ความรู้สึกหลังสระ

แชมพูทั่วไปอาจให้ความรู้สึกสะอาดมากและลดความมันได้ชัดเจน ในขณะที่แชมพู Sulfate Free มักทำให้เส้นผมรู้สึกนุ่มและไม่แห้งตึงมากนัก โดยเฉพาะในผู้ที่มีผมแห้งหรือผมเสีย

4. เหมาะกับผมทำสีมากกว่าในหลายกรณี

ผู้ที่ทำสีผมมักเลือกใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน เพราะการสระผมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ชะล้างน้ำมันได้มากอาจทำให้เส้นผมรู้สึกแห้งและสีผมดูซีดเร็วขึ้นได้

ดังนั้น การเลือกแชมพูสำหรับผมทำสีที่มีสูตรอ่อนโยนจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการดูแลเส้นผมหลังการทำสี

ข้อดีของแชมพู Sulfate Free

การเลือกใช้ แชมพู sulfate free อาจมีข้อดีหลายด้าน ขึ้นอยู่กับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะของแต่ละคน

ช่วยลดความรู้สึกแห้งตึงหลังสระ

สารทำความสะอาดสูตรอ่อนโยนอาจช่วยลดการชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกจากเส้นผมมากเกินไป จึงเหมาะกับคนที่มีผมแห้งหรือผมชี้ฟูง่าย

เหมาะกับผมทำสีหรือผมผ่านเคมี

เส้นผมที่ผ่านการทำสี ดัด หรือยืด มักต้องการการดูแลที่อ่อนโยนมากขึ้น การเลือกแชมพูที่เหมาะสมจึงช่วยลดปัจจัยที่อาจทำให้เส้นผมแห้งเสียเพิ่มขึ้น

เหมาะกับหนังศีรษะที่ต้องการความอ่อนโยน

สำหรับผู้ที่รู้สึกคัน แห้ง หรือตึงหลังสระผม การเปลี่ยนมาใช้แชมพูสูตรอ่อนโยนอาจช่วยลดความรู้สึกไม่สบายหนังศีรษะได้ในบางกรณี

อย่างไรก็ตาม หากมีอาการคัน แดง เป็นแผล หรือมีรังแครุนแรงต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง

แชมพู Sulfate Free เหมาะกับใครบ้าง?

แม้แชมพู Sulfate Free จะได้รับความนิยม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องใช้ โดยกลุ่มที่อาจเหมาะกับแชมพูประเภทนี้ ได้แก่

คนที่มีผมแห้งหรือผมเสีย

หากเส้นผมแห้ง แตกปลาย ชี้ฟู หรือผ่านความร้อนและสารเคมีเป็นประจำ การเลือกแชมพูสูตรอ่อนโยนอาจช่วยให้ผมไม่รู้สึกแห้งมากขึ้นหลังสระ

คนที่ทำสีผม

ผมทำสีมักต้องการทั้งการทำความสะอาดและการรักษาความชุ่มชื้น การเลือกแชมพูสำหรับผมทำสีควบคู่กับครีมนวดหรือผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

คนที่มีหนังศีรษะแห้งหรือบอบบาง

หากหนังศีรษะรู้สึกแห้งหรือตึงง่าย ควรมองหาแชมพูสูตร Mild Cleansing หรือ Gentle Shampoo และหลีกเลี่ยงส่วนผสมที่ตัวเองเคยแพ้หรือระคายเคือง

แชมพู Sulfate Free มีข้อควรรู้อะไรบ้าง?

แม้จะเป็นสูตรอ่อนโยน แต่ไม่ได้หมายความว่า แชมพู sulfate free ทุกสูตรจะเหมาะกับทุกคน เพราะยังมีส่วนผสมอื่นที่ควรพิจารณา เช่น น้ำหอม สารกันเสีย ซิลิโคน น้ำมัน หรือสารสกัดจากพืช

นอกจากนี้ ผู้ที่มีหนังศีรษะมันมากหรือใช้ Wax, Gel, Hair Spray และ Styling Product เป็นประจำ อาจรู้สึกว่าแชมพูสูตรอ่อนโยนบางสูตรทำความสะอาดไม่เพียงพอ

ดังนั้น ควรเลือกผลิตภัณฑ์จากสภาพหนังศีรษะและเส้นผมเป็นหลัก ไม่ควรพิจารณาเพียงคำว่า Sulfate Free เพียงอย่างเดียว

วิธีเลือกแชมพู Sulfate Free ให้เหมาะกับสภาพผม

ก่อนซื้อแชมพู ควรพิจารณาปัญหาหลักของเส้นผมและหนังศีรษะก่อน

หากมีผมแห้ง ควรเลือกสูตรที่มีส่วนผสมเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น Glycerin หรือสารบำรุงเส้นผมต่าง ๆ

หากมีผมทำสี ควรเลือกสูตรสำหรับ Color-Treated Hair หรือแชมพูสูตรอ่อนโยน พร้อมใช้ครีมนวดสำหรับผมทำสีควบคู่กัน

ส่วนผู้ที่มีหนังศีรษะมัน ควรเน้นสูตรที่สามารถทำความสะอาดน้ำมันส่วนเกินได้ดีโดยไม่ทำให้หนังศีรษะแห้งจนเกินไป

สรุป: แชมพู Sulfate Free ดีไหม?

แชมพู sulfate free เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการแชมพูสูตรอ่อนโยน โดยเฉพาะคนที่มีผมแห้ง ผมเสีย ผมทำสี หรือรู้สึกว่าหนังศีรษะแห้งตึงหลังใช้แชมพูทั่วไป

อย่างไรก็ตาม Sulfate ไม่ได้เป็นส่วนผสมที่ต้องหลีกเลี่ยงสำหรับทุกคน สิ่งสำคัญคือการเลือกแชมพูให้เหมาะกับสภาพเส้นผม หนังศีรษะ และพฤติกรรมการดูแลเส้นผมของแต่ละบุคคล

แทนที่จะเลือกจากคำว่า Sulfate Free เพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาสูตรโดยรวมและสังเกตผลหลังใช้งาน เพื่อหาแชมพูที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด

FAQ เกี่ยวกับแชมพู Sulfate Free

แชมพู Sulfate Free คืออะไร?

แชมพู sulfate free คือแชมพูที่ไม่มีสารทำความสะอาดกลุ่ม Sulfate บางชนิด เช่น SLS และ SLES โดยเลือกใช้สารทำความสะอาดชนิดอื่นแทน ซึ่งมักให้สัมผัสที่อ่อนโยนกว่า

แชมพู Sulfate Free เหมาะกับผมทำสีไหม?

โดยทั่วไปเหมาะกับผมทำสี โดยเฉพาะสูตรที่ออกแบบสำหรับ Color-Treated Hair เพราะช่วยทำความสะอาดโดยไม่ทำให้เส้นผมรู้สึกแห้งมากเกินไป

แชมพูไม่มี Sulfate ทำความสะอาดผมได้หรือไม่?

ได้ เพราะยังมีสารทำความสะอาดชนิดอื่นอยู่ เพียงแต่อาจมีปริมาณฟองและความรู้สึกหลังสระแตกต่างจากแชมพูที่มี Sulfate

แชมพู Sulfate Free มีฟองไหม?

มีได้ แต่บางสูตรอาจมีฟองน้อยกว่าแชมพูทั่วไป ปริมาณฟองขึ้นอยู่กับชนิดของสารทำความสะอาดที่ใช้ในสูตร

คนผมมันใช้แชมพู Sulfate Free ได้ไหม?

ใช้ได้ แต่ควรเลือกสูตรสำหรับหนังศีรษะมันหรือสูตรที่สามารถชะล้างน้ำมันส่วนเกินได้ดี เพราะสูตรที่อ่อนโยนมากเกินไปอาจไม่เหมาะกับบางคน

ต้องใช้แชมพู Sulfate Free ทุกวันไหม?

ไม่จำเป็น ความถี่ในการสระผมควรขึ้นอยู่กับความมันของหนังศีรษะ กิจกรรมในแต่ละวัน และสภาพเส้นผม

Sulfate Free กับ Silicone Free เหมือนกันไหม?

ไม่เหมือนกัน Sulfate เป็นกลุ่มสารทำความสะอาด ส่วน Silicone เป็นส่วนผสมที่ใช้ช่วยเคลือบเส้นผม เพิ่มความลื่นและลดการพันกัน ผลิตภัณฑ์หนึ่งสามารถเป็น Sulfate Free แต่ยังมี Silicone ได้

แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก ตัวช่วยดูแลผิวศีรษะอย่างอ่อนโยน

อาการหนังศีรษะลอกเกิดจากการสูญเสียความชุ่มชื้นหรือการระคายเคือง ส่งผลให้เกิดอาการแห้ง คัน และหลุดลอกบนหนังศรีษะ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม หรือปัจจัยภายในที่ส่งผลต่อหนังศรีษะ การเลือกใช้แชมพูรักษาหนังศีรษะลอกจึงเป็นวิธีดูแลง่ายๆ ที่คุณทำเองได้เพื่อหลีกเลี่ยงสารระคายเคือง และเพิ่มความชุ่มชื้นให้หนังศีรษะอย่างเหมาะสม จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพหนังศีรษะให้กลับมาแข็งแรง ลดอาการลอก และรู้สึกสบายศีรษะ

 

สาเหตุของหนังศีรษะลอกเกิดจากอะไร

  •     ผิวแห้งจากอากาศเย็นหรือแสงแดด
  •     ใช้แชมพูที่มีสารเคมีรุนแรง
  •     ภาวะผิวหนังอักเสบ เช่น รังแค หรือโรคสะเก็ดเงิน
  •     ความเครียด หรือฮอร์โมน
  •     ล้างผมไม่สะอาด หรือแพ้ผลิตภัณฑ์ดูแลผม

 

อาการและลักษณะของหนังศีรษะลอก

  •     มีขุยขาวหรือสะเก็ดที่โคนผม
  •     รู้สึกคันหนังศีรษะบ่อยๆ
  •     ผิวศีรษะแห้ง แดง หรือลอกเป็นแผ่น
  •     บางคนอาจมีอาการผมร่วงร่วมด้วย

 

ทำไมต้องใช้แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก?

แชมพูทั่วไปมักมีสารเคมีที่อาจกระตุ้นให้หนังศีรษะลอกมากขึ้น การใช้แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก ที่ถูกออกแบบมาเฉพาะ จะช่วยลดการระคายเคือง ฟื้นฟูความชุ่มชื้น และลดการอักเสบได้

 

เลือกแชมพูรักษาหนังศีรษะลอกยังไงดี ?

  •  ปราศจากพาราเบน ซัลเฟต และน้ำหอม
  •  มีส่วนผสมของ วิตามิน B5 น้ำมันทีทรี อโลเวรา ซิงก์พีซีเอหรือ กรดซาลิไซลิก
  • ช่วยลดอาการคันและฟื้นฟูผิวหนัง
  • ผ่านการทดสอบทางผิวหนัง

วิธีดูแลหนังศีรษะลอก

  • หลีกเลี่ยงความร้อนสูง:การใช้เครื่องเป่าผมหรือเครื่องหนีบผมที่มีความร้อนสูงอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและลอกได้ ควรถือเครื่องเป่าผมห่างจากศีรษะ ระหว่างการเป่า และควรใช้ ลมเย็น แทนเพื่อลดการสูญเสียความชุ่มชื้น
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม:ควรเลือก แชมพูและครีมนวดผมที่ปราศจากสารเคมีรุนแรง เช่น น้ำหอมสังเคราะห์หรือซัลเฟต เพื่อลดการระคายเคืองและช่วยรักษาความชุ่มชื้นของหนังศีรษะ
  • หลีกเลี่ยงสารเคมีรุนแรง:การทำสีผม ดัดผม หรือใช้สารเคมีอาจทำให้หนังศีรษะแห้ง ควรจำกัดการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้หรือเลือกสูตรที่อ่อนโยน
  • ใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดสำหรับหนังศีรษะ:สเปรย์กันแดดสำหรับหนังศีรษะ สามารถช่วยปกป้องจากแสงแดดและลดความเสียหายจากรังสียูวี
  • หลีกเลี่ยงการเกาหนังศีรษะ: การเกาอาจทำให้เกิดการระคายเคืองและทำให้หนังศีรษะลอก ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยบรรเทาอาการคันแทน
  • สระผมด้วยน้ำอุณหภูมิปกติ:น้ำที่ร้อนเกินไปสามารถดึงความชุ่มชื้นออกจากหนังศีรษะ ควรใช้น้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิปกติ เพื่อลดการระคายเคือง
  • หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่มีแอลกอฮอล์:สารแอลกอฮอล์ในผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมอาจทำให้หนังศีรษะแห้งและลอก ควรเลือก สูตรที่ปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อปกป้องความชุ่มชื้นของหนังศีรษะ

 

สรุป

แชมพูรักษาหนังศีรษะลอก คือทางเลือกที่ดีในการเริ่มต้นดูแลหนังศีรษะอย่างถูกวิธี หากอาการหนังศีรษะลอกไม่ดีขึ้นหรือเริ่มรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะเมื่อมีอาการเจ็บปวด การพบแพทย์จะช่วยวินิจฉัยสาเหตุและหาวิธีรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ควรจะพบแพทย์ให้เร็วที่สุดและไม่ควรรอจนอาการหนักจนเกินไป

 

 

ออกกำลังกายอย่างไร ไม่ให้เจ็บกล้ามเนื้อ หรือปวดหลัง

คนส่วนใหญ่เวลาออกกำลังกาย  มักจะต้องประสบกับปัญหาเจ็บกล้ามเนื้อและเจ็บ ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามส่วนต่างๆของร่างกาย ซึ่งต่างก็มาจากหลายๆสาเหตุ ดังนั้น ในวันนี้เราจึงนำวิธีการ ออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้เจ็บกล้ามเนื้อหรือ ปวดหลัง มาฝากกัน

  1. วอร์มร่างกาย ก่อน ออกกำลังกาย

            ก่อน ออกกำลังกาย ทุกครั้งจะต้องมีการวอร์มอัพร่างกายก่อน  เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมมากพอที่จะรับมือกับการออกกำลังกายหนักๆได้ เช่นการกระโดดตบ การจ้อกกิ้ง การบริหารร่างกายด้วยท่าวอร์มอัพต่างๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะไม่เจ็บกล้ามเนื้อ หรือ ปวดหลัง ในขณะที่ ออกกำลังกาย หรือหลังจากออกกำลังกายแล้วล่ะค่ะ แต่ต้องวอร์มอัพให้ได้อย่างน้อย 30 นาทีนะคะ เพื่อให้ร่างกายมีความพร้อมมากพอ

  1. อย่าหักโหม ออกกำลังกาย มากเกินไป

            ในการออกกำลังกาย นั้น หากร่างกายของคุณเริ่มไม่ไหว มันจะส่งสัญญาณเตือนคุณทันที ดังนั้นหากคุณเริ่มรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วคุณควรหยุด ออกกำลังกาย ทันที ไม่ควรหักโหม ออกกำลังกาย ต่อ เพราะอาจจะส่งผลอันตรายต่อตัวคุณได้นั่นเอง อย่างน้อยๆก็ ปวดหลัง ปวดส่วนต่างๆของร่างกาย

  1. ออกกำลังกาย อย่างระมัดระวัง

            แม้ว่าการ ออกกำลังกาย จะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ แต่การ ออกกำลังกาย บางอย่างก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน ดังนั้นคุณจะต้องรู้จักระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายต่อตัวคุณนั่นเอง

การออกกำลังกาย โดยไม่มีการวอร์มอัพก่อน หรือออกกำลังกาย หักโหมเกินไป จะทำให้เจ็บกล้ามเนื้อ และ ปวดหลัง ได้ อีกทั้งยังอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อีกด้วย ดังนั้นก่อน ออกกำลังกาย ทุกครั้ง คุณจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อนั่นเอง

ว่านหางจระเข้รักษาโรคกระเพาะอาหารได้

ปัจจุบันได้มีตัวยามากมายที่สามารถช่วยรักษาอาการของโรคกระเพาะอาหารได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมู้ที่นิยมการใช้สมุนไพรในการช่วยรักษาด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งมีการรับรองผลจากวิจัยมากมายหลายอย่างไม่ว่าจะเป็น กล้วยน้ำว้า หรือขมิ้นชัน เป็นต้น ว่าสามารถทำการบรรเทาอาการโรคกระเพาะอาหารหรือรักษาโรคกระเพาะอาหารได้ ซึ่งว่านหางจระเข้ก็มาสรรพคุณในการรักษาโรคกระเพาะอาหารได้เช่นกัน

ว่านหางจระเข้เป็นพืชที่มีอยู่ในโลกของเรามาอย่างยาวนาน ด้วยสรรพคุณที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็น แผลจากไฟไหม้, น้ำร้อนลวก, แผลจากกัมมันตภาพรังสี หรือแผลเรื้อรังต่าง ๆ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการวิจับจากสภถาบันที่มีชื่อเสียงมากอย่างมากมายว่า ว่านหางจระเข้ สามารถรักษาอาการของโรคกระเพาะอาหารได้อย่างดีเยี่ยม เมื่อเราลองค้นค้าและศึกษาข้อมูลจะพบว่า ว่านหางจระเข้ มีสรรพคุณในการช่วยรักษาลาดแผลอยู่แล้ว ฉะนั้นไม่แปลกหากว่านหางจระเข้จะมีสรรคุณในการรักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากโรคกระเพาะอาหาร นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วย วิตามินเอ บี1 บี2 บี6 บี12 ซี และอี และประกอบไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นมากมายเช่น โซเดียม แมกนีเซียม และเซเลเนียม น้ำตาลที่มีสรรพคุณในการบำบัด และกรดอะมิโน ซึ่งมีส่วนช่วยในการรักษาโรคกระเพาะอาหารได้

ซึ่งการนำมาใช้ก็ไม่ยากเพียงนำเอาใบของว่านหางจรเข้มาปอกเปลือกออกให้เหลือแต่วุ้นด้านใน ล้างให้สะอาดจากนั้นให้รับประทาน วันละ 2 เวลา ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ เพียงเท่านี้ว่านหางจรเข้ก็จะช่วยสมานแผลที่เกิดจากโรคกระเพาะอาหารได้นั่นเอง ไม่เพียงแต่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหารเท่านั้นยังช่วยขับสารพิษที่อาจเป็นต้นเหตุให้เราเป็นโรคกระเพาะอาหารได้อีกด้วย